ความจริงในการเรียน 59 ประการ แด่รุ่นน้อง ม.ต้น และ ม.ปลายทุกคน
posted on 30 Aug 2009 19:11 by coolbandicrowกด F5 กันด้วยนะค้า ><"
อยู่ดีๆก็เกิดอยากเขียนขึ้นมาซะงั้น คงเป็นเพราะเมื่อวานมีรุ่นน้องที่อยู่ ม.3 โทรมาขอคำปรึกษาเนื่องจากไม่รู้จะเลือกสายไหนดี ไอ้เราก็เออ มันเป็นสัจธรรมของระบบการศึกษาไทยนี่นะ ตอนเราอยู่ ม.3 เราก็เป็นแบบนี้เหมือนกันแฮะ วันนี้ก็เลยลิสท์ความจริงของเด็ก ม.ต้น -> ม.ปลาย -> มหาลัย มาให้เป็นแนวคิดแก่รุ่นน้อง ม.ต้น และ ม.ปลายค่ะ
ปล. ส่วนมากเน้นศิลป์-ภาษานะคะ เพราะว่าตัวเองจบศิลป์-ภาษามา
ปล2. เนื่องจากนึกอะไรได้ก็ใส่ไป ดังนั้นจึงไม่ค่อยจะเรียงหัวข้อกันซักเท่าไหร่ =w="
1. โรงเรียนส่วนมาก ม.ปลาย จะมีให้เลือก 3 สาย คือ ศิลป์-คำนวณ วิทย์-คณิต แล้วก็ ศิลป์-ภาษา
2. พวกหัวกะทิส่วนมากจะเลือกสายวิทย์ซะส่วนใหญ่ เพราะมันไปได้หลายทางมากกว่า
3. แต่เด็กไม่เก่งที่ดันไปเลือกสายวิทย์ก็มี ด้วยเหตุผลที่ว่าตัวเองชอบวิชาวิทย์ แม้จะได้คะแนนไม่ดีก็ตาม
4. พวกที่ไม่รู้จะเลือกสายอะไรมักจะเลือกสายศิลป์-ภาษา เพราะคิดว่ามันเรียนง่าย แถมเรียนเลขน้อยอีกต่างหาก
5. ถ้าน้องเป็น 1 ในคนกลุ่มนั้นของข้อ 4 ขอบอกไว้ก่อนเลยว่าน้องคิดผิดแล้ว
6. สายศิลป์-ภาษามันต้องท่องศัพท์ มันต้องแม่นไวยากรณ์ และที่สำคัญคือน้องควรจะมีพื้นฐานภาษาอังกฤษมาดี ถึงจะไปรอด
7. เด็กที่เรียนเอกภาษาอะไร มักจะตกภาษานั้นแหละ
8. เรียนศิลป์ฝรั่งเศส ก็ตกฝรั่งเศส เรียนศิลป์ญี่ปุ่น ก็ตกญี่ปุ่น ซึ่งมันโคตรจะฉุดเกรดให้ยิ่งตกต่ำ
9. ยิ่งใครที่ไม่มีพื้นภาษาอังกฤษมาก่อนล่ะ อื้อหือ... ไม่อยากจะคิด = ="
10. แต่ทุกอย่างมันฝึกกันได้ ถ้าขยันละก็นะ ไม่ว่า ม.ต้นจะไม่มีพื้นมาเลย แต่ถ้ามาสปีดตอน ม.ปลายก็ยังทันนะ(ย้ำ ต้องขยันจริงๆ)
11. ถ้าหากไม่ชอบภาษาจริงๆ อย่าเรียนเลยศิลป์-ภาษา 3 ปี มันทรมานนะน้อง = ="
12. สายวิทย์เป็นสายที่ปวดหัวที่สุด เพราะเรียนทั้งฟิสิกส์ เคมี ชีวะ แถมเรียนเลขตั้ง 2 ตัว
13. "แค่เลขกะวิทย์อย่างละตัว กรูก็อ้วกแตกแล้ว" ความคิดของหลายๆคน
14. เด็กสายวิทย์ มักจะไปแย่งที่นั่งของเด็กสายอื่นในมหาลัย เมื่อพวกเขารู้ว่าตรูไปทางวิทย์-คณิตไม่ไหวแล้วโว๊ยย!!
15. เด็กศิลป์ก็เอนท์ไม่ติดกันไป เหตุผลเพราะข้อข้างบนนี่แหละ
16. ศิลป์-คำนวน มักถูกมองว่าเป็นพวกจับปลาสองมือ
17. เพราะเรียนมันทั้งเลขทั้งภาษา เลือกซักอย่างสิฟระ!!
18. และจุดจบของศิลป์คำนวน ส่วนมากคือคณะบัญชี ไม่ก็บริหาร
19. ต่อจากข้อ 7 แต่มันก็ยังมีคนผ่านนะ
20. ผ่านครึ่งห้อง ตกครึ่งห้อง
21. แต่ที่ๆเราเรียนมา ผ่าน 4 คนจาก 21 = ="
22. คนส่วนใหญ่มักมองเด็กเรียนว่าหยิ่ง เป็นพวกจริงจังกับชีวิต
23. แต่เด็กเรียนส่วนใหญ่ แม่งโคตรรั่วบ้าฮาเฮยิ่งกว่าเด็กไม่เรียนบางคนอีก(หากหยาบไปขออภัย)
24. หลายคนสงสัย ภาษาจีนกับภาษาญี่ปุ่น ภาษาไหนยากกว่ากัน
25. ความคิดของเราคือภาษาญี่ปุ่นยากกว่า
26. เพราะภาษาจีนไวยากรณ์ค่อนข้างคล้ายภาษาไทย ฉันกินข้าว ก็ฉันกินข้าว
27. แต่ภาษาญี่ปุ่น มันต้อง ฉัน+คำช่วย+ข้าว+คำช่วย+กิน
28. จะใส่คำช่วยทำแป๊ะอะไรเยอะแยะฟระ = ="
29. เค้าบอกว่าอักษรจีนยาก อืมก็จริงนะ
30. แต่พอมาเจอคันจิ มันใช้อักษรเก่าของจีน เขียนยากกว่าอักษรใหม่จีนอีก = ="
31. แถมอ่านได้หลายอย่างอีกต่างหาก ไม่รู้จะให้มันอ่านได้หลายอย่างทำไม = ="
32. ภาษาแถบยุโรป หากมีพื้นอังกฤษมา ก็ไม่ค่อยยากเท่าไหร่นักในเรื่องคำศัพท์
33. เพราะบางคำมันเขียนคล้ายๆกัน มีความหมายเหมือนกัน แต่แค่อ่านไม่เหมือนกันแค่นั้นแหละ
34. หลายคนบ่น ทำไมภาษาอังกฤษมี Tense เยอะจัง มีตั้ง 12 Tense แถมมี Passive อีก
35. แต่พอมาเรียนฝรั่งเศส... รู้สึกว่าอังกฤษง่ายกว่าเยอะ เพราะมันมีเกือบ 20 Temps(หรือเกินกว่านั้นก็ไม่รู้ นี่ยังไม่นับ Passive นะ = =")
36. บางทีก็เบลอ เรียนฝรั่งเศสเยอะเกิน กระแดะอ่านภาษาอังกฤษแบบฝรั่งเศสอีก
37. บางคนยังสับสนว่า Is Am Are ใช้ยังไงอยู่ อย่างเช่น I are
38. แนะนำว่าอย่าเรียนฝรั่งเศส เพราะ Verbe ฝรั่งเศส ผันแม่งประธานทุกตัว แถมมีแยกพงแยกเพศอีก มึนกว่าอังกฤษเยอะ
39. ใช้เพศผิด ความหมายเปลี่ยน เพราะบางตัวที่เขียนเหมือนกัน ความหมายมันต่างกันตรงเพศนี่แหละ ฉะนั้นระวังให้ดี
40. เวลาปกติ ไม่ค่อยจะอ่านหนังสือกันหรอก
41. แต่พอพรุ่งนี้สอบ ถึงค่อยมาโต้รุ่งอ่านกัน
42. บางคนก็ไปอ่านหน้าห้องสอบ ที่หนักกว่านั้นคือหัวโล่งเข้าไปสดในห้องสอบ ช่างกล้า = ="
43. วิชาที่ชวนง่วงมากมาย คือวิชาภาษาไทย กับสังคม
44. หลายคนเวลาจะไฮไลต์ในหนังสือ มักจะปาดทั้งหน้ามันนั่นแหละ แล้วแกจะไฮไลต์ทำไมให้เปลืองหมึก = ="
45. การบ้านชีท 1 แผ่น เวียนทั้งห้อง เช่นเดียวกับการบ้านสมุด
46. เวลาอาจารย์สั่งรายงาน Google คือผู้ช่วย ชีวิตฉันขาดมันไม่ได้ ก๊อปใส่เวิร์ด ตกแต่งนิดหน่อย เริ่ดมากค่ะ!
47. แต่บางคนก็ก๊อปแล้วปริ๊นจากเว็บมาทั้งหน้านั่นแหละ ฟ้อนท์เฟิ้นท์ไม่ได้เปลี่ยนไม่ได้ทำให้มันดูดีเล้ย
48. เวลางานกลุ่ม ก็กลุ่มใครกลุ่มมัน ใครไม่ใช่เพื่อนกรูไม่เอาเข้ากลุ่ม
49. ไอ้พวกไม่มีกลุ่มก็ไม่มีกลุ่มมันตลอดนั่นแหละ ไม่สงสารเพื่อนบ้างเรอะ
50. แต่ก็นะ บางคนเอาเข้ากลุ่มมาแล้วไม่ช่วยแป๊ะอะไรเลยก็มี แบบนี้มันก็น่าถีบออกจากกลุ่ม
51. แต่ส่วนมากจะมีคนทำอยู่แค่คนสองคน ส่วนไอ้ตัวที่เหลือคือคอยให้กำลังใจ
52. คนที่เรียนญี่ปุ่นส่วนใหญ่คือพวกบ้าอนิเมะ บ้าเกม อยากแปลการ์ตูน อะไรพวกนี้
53. ไอ้พวกที่มาเรียนนอกเหนือจากเหตุผลข้างบนอ่ะ ไม่ค่อยจะมีหรอก น้อยมาก
54. แต่มันก็ยังมีพวกที่เลือกมาเพราะไม่รู้จะเลือกอะไรอยู่ดี = =" พอผ่านไป 1 เทอมก็ย้ายสาขา(เสียเวลาจิ๊บ)
55. พวกที่ได้ทุนไปเรียนต่างประเทศ เวลากลับมาดูมันดูอวบๆขึ้นทุกคนเลย =w= (อันนี้เข้าใจ)
56.เวลาอาจารย์สั่งงานอะไรที่ให้เวลาทำนานๆ อย่างเดือนนึงอะไรหยั่งงี้ มักจะนั่งปั่นกัน 2-3 วันก่อนกำหนดส่งงานทั้งนั้นแหละ
57. ดังนั้นก็เลยมีบางพวกที่ทำไม่เสร็จ แล้วดันมาบอกว่า ทำไม่ทัน = =" ทั้งๆที่เค้าให้เวลาแกเป็นเดือน
58. กลางวันคือเวลาหลับ ตอนเย็นและกลางคืนคือเวลาฟังเพลง เล่นเกม อ่านการ์ตูน ดูอนิเมะ และโทรคุยกับเพื่อน เออ คงจะได้เกรดดีอยู่หรอกนะแบบนี้
59. สุดท้ายนี้ อยากเรียนอะไรก็เรียนไป ขอแค่ให้ใจเราชอบก็พอนะจ๊ะ ไม่ต้องไปตามกระแสนิยม ว่าจะต้องเข้าวิทย์คณิต อะไรแบบนี้ ถึงคนอื่นเค้าจะเรียนได้ แต่ถ้าหัวเราไปไม่รอด ก็อย่าฝืนเรียนเลยดีกว่าค่ะ มันทรมานตัวเองเปล่าๆ 3 ปีนั้นเลยเหมือนตกนรกทั้งเป็น น่าสงสาร = ="
ปล3. แล้วทำไมตูต้องมาจบข้อที่ 59 สงสัยหนูโกคุมาดลใจ =w= (โดนตบ)
ปล4. สำหรับใครที่อ่านมาถึงตรงนี้ ต้องขอขอบคุณจริงๆค่ะที่อุตส่าห์สละเวลามาอ่านเอนทรีบ้าบอนี้
ปล5. ช่วงนี้ไม่ค่อยว่างเลยแฮะ ติดซ้อมเชียร์กลับดึกทุกวัน โฮก เมื่อไหร่ตูจะหลุดพ้น TT[]TT"
ปล6. แต่รู้สึกไปมหาลัยนี่ก็ไปนั่งเล่นเกมกะเพื่อนอ่ะนะ อืม มีสาระดีจริงๆ = ="
ปล7. ทำไมมันมีหลาย ปล จังฟระ พอเถอะเนอะ =w=
COLORLESS LANDSCAPE

"เด็กที่เรียนสายวิทย์ เพราะว่าคะแนนถึง และไม่รู้ว่าอนาคตตัวเองจำทำอะไรดี"
(แต่เราไม่ใช่ เราเรียนเพราะถูกกดดัน ทั้งๆที่อยากเรียนญีปุ่น แต่มาเรียนวิทย์ OTL)
โดนหลายข้อนะ แต่เด็กวิทย์ถ้าไม่ตกวิทย์ เดก็ศิลป์ถ้าไม่ตกภาษา แล้วจะให้เรียนไปทำไม!!!
(เคยเรียนสเปนมา ปวดหัว)
#1 By [Ay@nA_FuJiwarA] ダテサナFC on 2009-08-30 20:19